กรีก-โรมัน
อาณาจักร 2 อันนี้คนละอาณาจักรกันแต่มีหลายอย่างเกี่ยวข้องกันจึงขอเล่ารวม ๆ กันนะคะ
เรื่องเวทมนต์ของ 2 ชนชาตินี้เล่าผ่านตำนานเทพเจ้าของโฮเมอร์ นั่นคือ อีเลียดและโอดิสซี สงครามต่อสู้เพื่อแย่งชิงหญิงงาม เฮเลน เหล่าเทพเทวีปรากฏตัวแทรกอยู่เป็นช่วง ๆ จนเฮเลียดได้เขียนขึ้นให้เป็นตำนาน โดยมีเทพซีอุสผู้ยิ่งใหญ่ประทับอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส ต่างจากตำนานของซูเมเรียนแต่ก็มีส่วนคล้ายอียิปต์ เพราะเหล่าเทพ-เทวีเริ่มมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์บางครั้งก็มาได้ภรรยาเป็นมนุษย์บ้าง และมักมีบุตร-บุตรีที่เป็นมนุษย์ด้วย อย่างตัวประหลาด ๆ ที่ชื่อเซนทอร์(คนครั้งม้า)หรือ มิโนทอร์(คนที่มีหัวเป็นวัว) ก็มาจากตำนานของกรีก
เวทมนต์ของกรีก-โรมัน ไม่ปรากฏในหมู่คนธรรมดา นอกเสียจากว่าเหล่าทวยเทพดลบันดาลให้เกิดขึ้น ดังนั้นพวกที่มีคาถาอาคมเหล่านี้จึงไปตกอยู่ที่นักบวชหรือเทพเจ้า
ประชาชนคนธรรมดาจึงบูชาเทพเทวีต่าง ๆ แบบโงหัวไม่ขึ้นและบุคคลสำคัญต่าง ๆ ก็มีความเชื่อว่าตนเองกำเนิดมาจากเทพเจ้า
-อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้รับการสั่งสอนจากมารดาตนเองว่าเป็นบุตรแห่งซีอุส
-รีมัส,โรมิวรัส สองพี่น้องผู้ก่อตั้งโรมเชื่อว่าตนเองเป็นบุตรแห่งมาร์ส (เทพเจ้าแห่งสงคราม)
การที่ลูกหลานของเทพเจ้าลงมาปกครองมนุษย์ ถูกถ่ายทอดผ่านอาณาจักรเก่าด้วย น่าสังเกตุความเชื่อเดิมที่มนุษย์ถูกสร้างมาให้เป็นทาสรับใช้เทพเจ้า บนท้องห้า จนอับราฮัมกลายเป็นบิดาแห่งดวงดาว ความเชื่อเคลื่อนสู่อียิปต์ จนถึง กรีก-โรมัน ดินแดนที่อยู่รอบ ๆ ทะเล เมติเดอเรเนี่ยน ก็ได้รับอิทธิพลอย่างแนบเนียนจนไม่รู้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ในช่วงนั้นตำราเวทมนต์มีมากมาย ใคร ๆ ก็หาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ มีการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง และเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ก็กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนชื่นชอบและน่าตื่นเต้น
ชาวบ้านเชื่ออย่างสนิทใจว่าปาฏิหารย์มาจากเทพเจ้า แต่ต่อมาความเชื่อแบบพระเจ้าเข้ามาสู่อาณาจักรโรมัน พวกคริสเตียนทวีมากขึ้น ชนชั้นสูงกลับใจมาเชื่อพระเจ้าของชาวยิว เพราะแตกต่างจากความเชื่อเดิม และสอดคล้องกับหลักคำสอนของนักปราชญ์กวีหลายคน
คำสอนของอริสโตเติ้ลอีกหลาย ๆ บท กลับกลายเป็นหลักคำสอนที่สนับสนุนแนวคิดของพวกคริสเตียนในยุคต่อมา ซึ่งมีผลยาวนานถึง 1800ปี นับจากอายุของเขาถึงยุควิทยาศาสตร์
ชาวกรีก-โรมันในยุคนั้นไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือกันทุกคน มีเพียงชนชั้นสูง หรือชนชั้นปกครองเท่านั้นที่ได้เรียน ดังนั้นความเชื่อในลักษณะงมงายโดยใช้ศรัทธาเป็นหลักจึงคงอยู่อย่างถาวร แสดงออกมาให้เห็นเป็นวิหารขนาดใหญ่ คือ วิหารเทพซีอุส ที่โอลิมเปีย วิหารแห่งอาร์เทมิส ที่เมืองเอเฟซัส ซึ่งทั้งสองนี้ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ และแน่นอนว่าเรื่องราวของการใช้เวทมนต์ในยุคนั้นแพร่หลายเป็นเรื่องปรกติ
ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ คนที่ใช้เวทมนต์จะมีตำแหน่งหน้าที่อยู่กับคนใหญ่คนโต ในบันทึกจะพบว่าพวกคริสเตียนมีคำพูดที่ศักดิสิทธิ์ หรือที่พวกใช้เวทมนต์เรียกว่า คาถา
การใช้เวทมนต์แบบแพร่หลายเริ่มลดลงเพราะความเชื่อแบบคริสเตียน นับแต่นั้นเป็นต้นมา และนี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่า ทำไมพวกคริสเตียนถึงต่อต้านพ่อมดแม่มด หรือความเชื่อที่แตกต่างอย่างอกนอกหน้า (แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ถูกต่อต้านเช่นเดียวกัน) เมื่อคริสเตียนกลายเป็นศาสนาหลักของกรีก-โรมัน พวกที่ใช้เวทมนต์จังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำตัวลึกลับ มีกลุ่มของคนเองเพื่อชุมนุมกัน แต่จริง ๆ แล้วความเชื่อในพระเจ้าของพวกชาวยิวก็ปฏิเสธเรื่องการใช้เวทมนต์มานานแล้วไม่ใช่เป็นเฉพาะพวกคริสเตียนดูจากบันทึกคัมภีร์เดิม
อาณาจักรโรมันอยู่นานพอที่จะแพร่ความเชื่อของคริสเตียนไปทั่วยุโรปทั้งหมด แต่ก็ยังมีผู้ใช้เวทมนต์ยังซ่อนเร้นอยู่ตามชนบทแม้คริสเตียนจะกลายเป็นศาสนาหลักก็ตาม ผู้อ่านออกเขียนได้ก็ยังเป็นชนชั้นปกครองอยู่ดี คริสเตียนในยุคแรกจึงมีลักษณะครอบงำประชาชน ภาพวาดภาพเขียนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสื่อสารให้ประชาชนคนธรรมดาเข้าใจในศาสนาที่ลึกซึ้งและซับซ้อน แต่ก็ยากที่จะถึงแก่น(จนถึงยุคที่ปฏิวัติศาสนา เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ แปลพระคัมภีร์ทั่วไปให้ประชาชนได้อ่านกันเอง แทนที่จะฟังจากนักบวชหรือการสารภาพบาปกับบาทหลวง)
ขอกล่าวถึงผู้ที่ใช้เวทมนต์ที่แฝงเร้นอยู่ในอาณาจักรโรมันบ้างนั่นก็คือ พวก ดรูอิด วิคคา ซึ่งพวกนี้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองกระจายอยู่ทั่วแคว้นกอล(ฝรั่งเศส) และเกาะบริเตน(อังกฤษ) หรือแม้แต่พวกนอร์ส (ยุโรปตอนเหนือ) พวกนี้ยังใช้เวทมนต์ การทำนายดวงดาว การพยากรณ์ด้วยภาษารูนโบราณ จนถึงปัจจุบันพวกเหล่านี้ยังดำรงอยู่ (แหงๆ เห็น ๆ กันอยู่ - - อยากให้คนเขียนหนังสือเล่มนี้มาเห็นบอร์ดนี้จัง หุหุ)
ที่อังกฤษ สกอตแลนด์ และ ไอร์แลนด์ ซึ่งพ่อมดแม่มดยังคงฝังตัวอยู่อย่างลึกซึ้ง มีหลายเมืองยังคงเค้าความเชื่ออยู่ หรือแม้แต่เรื่องของ เมอร์ลิน พ่อมดแห่งคาเมลอต ที่ปรึกษาของกษัตริย์อาเธอร์ ต้นแบบของพ่อมดอังกฤษ และเป็ฯที่มาของพ่อมดแห่งวรรณกรรมอีกหลายคนทั้งยังถูกกล่างอ้างถึง
อาทิเช่น แกนดัลฟ์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับเมอร์ลิน
บากูโมถ่าย(จากเรื่อง สิมิลัน กราภูงา) ก็มีลักษณะผู้วิเศษลึกลับและยังมีพลังเหมือนพวกเจไดในเรื่องสตาร์วอ อีกด้วย
จบกรีกและโรมันค่ะ ต่อไปเป็นยุโรป อยากอ่านต่อเม้นนิดนึง เป็นกำลังใจให้คนนั่งพิมพ์หน่อย - -"
อาณาจักร 2 อันนี้คนละอาณาจักรกันแต่มีหลายอย่างเกี่ยวข้องกันจึงขอเล่ารวม ๆ กันนะคะ
เรื่องเวทมนต์ของ 2 ชนชาตินี้เล่าผ่านตำนานเทพเจ้าของโฮเมอร์ นั่นคือ อีเลียดและโอดิสซี สงครามต่อสู้เพื่อแย่งชิงหญิงงาม เฮเลน เหล่าเทพเทวีปรากฏตัวแทรกอยู่เป็นช่วง ๆ จนเฮเลียดได้เขียนขึ้นให้เป็นตำนาน โดยมีเทพซีอุสผู้ยิ่งใหญ่ประทับอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส ต่างจากตำนานของซูเมเรียนแต่ก็มีส่วนคล้ายอียิปต์ เพราะเหล่าเทพ-เทวีเริ่มมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์บางครั้งก็มาได้ภรรยาเป็นมนุษย์บ้าง และมักมีบุตร-บุตรีที่เป็นมนุษย์ด้วย อย่างตัวประหลาด ๆ ที่ชื่อเซนทอร์(คนครั้งม้า)หรือ มิโนทอร์(คนที่มีหัวเป็นวัว) ก็มาจากตำนานของกรีก
เวทมนต์ของกรีก-โรมัน ไม่ปรากฏในหมู่คนธรรมดา นอกเสียจากว่าเหล่าทวยเทพดลบันดาลให้เกิดขึ้น ดังนั้นพวกที่มีคาถาอาคมเหล่านี้จึงไปตกอยู่ที่นักบวชหรือเทพเจ้า
ประชาชนคนธรรมดาจึงบูชาเทพเทวีต่าง ๆ แบบโงหัวไม่ขึ้นและบุคคลสำคัญต่าง ๆ ก็มีความเชื่อว่าตนเองกำเนิดมาจากเทพเจ้า
-อเล็กซานเดอร์มหาราช ได้รับการสั่งสอนจากมารดาตนเองว่าเป็นบุตรแห่งซีอุส
-รีมัส,โรมิวรัส สองพี่น้องผู้ก่อตั้งโรมเชื่อว่าตนเองเป็นบุตรแห่งมาร์ส (เทพเจ้าแห่งสงคราม)
การที่ลูกหลานของเทพเจ้าลงมาปกครองมนุษย์ ถูกถ่ายทอดผ่านอาณาจักรเก่าด้วย น่าสังเกตุความเชื่อเดิมที่มนุษย์ถูกสร้างมาให้เป็นทาสรับใช้เทพเจ้า บนท้องห้า จนอับราฮัมกลายเป็นบิดาแห่งดวงดาว ความเชื่อเคลื่อนสู่อียิปต์ จนถึง กรีก-โรมัน ดินแดนที่อยู่รอบ ๆ ทะเล เมติเดอเรเนี่ยน ก็ได้รับอิทธิพลอย่างแนบเนียนจนไม่รู้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ในช่วงนั้นตำราเวทมนต์มีมากมาย ใคร ๆ ก็หาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ มีการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง และเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ก็กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนชื่นชอบและน่าตื่นเต้น
ชาวบ้านเชื่ออย่างสนิทใจว่าปาฏิหารย์มาจากเทพเจ้า แต่ต่อมาความเชื่อแบบพระเจ้าเข้ามาสู่อาณาจักรโรมัน พวกคริสเตียนทวีมากขึ้น ชนชั้นสูงกลับใจมาเชื่อพระเจ้าของชาวยิว เพราะแตกต่างจากความเชื่อเดิม และสอดคล้องกับหลักคำสอนของนักปราชญ์กวีหลายคน
คำสอนของอริสโตเติ้ลอีกหลาย ๆ บท กลับกลายเป็นหลักคำสอนที่สนับสนุนแนวคิดของพวกคริสเตียนในยุคต่อมา ซึ่งมีผลยาวนานถึง 1800ปี นับจากอายุของเขาถึงยุควิทยาศาสตร์
ชาวกรีก-โรมันในยุคนั้นไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือกันทุกคน มีเพียงชนชั้นสูง หรือชนชั้นปกครองเท่านั้นที่ได้เรียน ดังนั้นความเชื่อในลักษณะงมงายโดยใช้ศรัทธาเป็นหลักจึงคงอยู่อย่างถาวร แสดงออกมาให้เห็นเป็นวิหารขนาดใหญ่ คือ วิหารเทพซีอุส ที่โอลิมเปีย วิหารแห่งอาร์เทมิส ที่เมืองเอเฟซัส ซึ่งทั้งสองนี้ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ และแน่นอนว่าเรื่องราวของการใช้เวทมนต์ในยุคนั้นแพร่หลายเป็นเรื่องปรกติ
ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ คนที่ใช้เวทมนต์จะมีตำแหน่งหน้าที่อยู่กับคนใหญ่คนโต ในบันทึกจะพบว่าพวกคริสเตียนมีคำพูดที่ศักดิสิทธิ์ หรือที่พวกใช้เวทมนต์เรียกว่า คาถา
การใช้เวทมนต์แบบแพร่หลายเริ่มลดลงเพราะความเชื่อแบบคริสเตียน นับแต่นั้นเป็นต้นมา และนี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่า ทำไมพวกคริสเตียนถึงต่อต้านพ่อมดแม่มด หรือความเชื่อที่แตกต่างอย่างอกนอกหน้า (แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ถูกต่อต้านเช่นเดียวกัน) เมื่อคริสเตียนกลายเป็นศาสนาหลักของกรีก-โรมัน พวกที่ใช้เวทมนต์จังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำตัวลึกลับ มีกลุ่มของคนเองเพื่อชุมนุมกัน แต่จริง ๆ แล้วความเชื่อในพระเจ้าของพวกชาวยิวก็ปฏิเสธเรื่องการใช้เวทมนต์มานานแล้วไม่ใช่เป็นเฉพาะพวกคริสเตียนดูจากบันทึกคัมภีร์เดิม
อาณาจักรโรมันอยู่นานพอที่จะแพร่ความเชื่อของคริสเตียนไปทั่วยุโรปทั้งหมด แต่ก็ยังมีผู้ใช้เวทมนต์ยังซ่อนเร้นอยู่ตามชนบทแม้คริสเตียนจะกลายเป็นศาสนาหลักก็ตาม ผู้อ่านออกเขียนได้ก็ยังเป็นชนชั้นปกครองอยู่ดี คริสเตียนในยุคแรกจึงมีลักษณะครอบงำประชาชน ภาพวาดภาพเขียนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสื่อสารให้ประชาชนคนธรรมดาเข้าใจในศาสนาที่ลึกซึ้งและซับซ้อน แต่ก็ยากที่จะถึงแก่น(จนถึงยุคที่ปฏิวัติศาสนา เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ แปลพระคัมภีร์ทั่วไปให้ประชาชนได้อ่านกันเอง แทนที่จะฟังจากนักบวชหรือการสารภาพบาปกับบาทหลวง)
ขอกล่าวถึงผู้ที่ใช้เวทมนต์ที่แฝงเร้นอยู่ในอาณาจักรโรมันบ้างนั่นก็คือ พวก ดรูอิด วิคคา ซึ่งพวกนี้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองกระจายอยู่ทั่วแคว้นกอล(ฝรั่งเศส) และเกาะบริเตน(อังกฤษ) หรือแม้แต่พวกนอร์ส (ยุโรปตอนเหนือ) พวกนี้ยังใช้เวทมนต์ การทำนายดวงดาว การพยากรณ์ด้วยภาษารูนโบราณ จนถึงปัจจุบันพวกเหล่านี้ยังดำรงอยู่ (แหงๆ เห็น ๆ กันอยู่ - - อยากให้คนเขียนหนังสือเล่มนี้มาเห็นบอร์ดนี้จัง หุหุ)
ที่อังกฤษ สกอตแลนด์ และ ไอร์แลนด์ ซึ่งพ่อมดแม่มดยังคงฝังตัวอยู่อย่างลึกซึ้ง มีหลายเมืองยังคงเค้าความเชื่ออยู่ หรือแม้แต่เรื่องของ เมอร์ลิน พ่อมดแห่งคาเมลอต ที่ปรึกษาของกษัตริย์อาเธอร์ ต้นแบบของพ่อมดอังกฤษ และเป็ฯที่มาของพ่อมดแห่งวรรณกรรมอีกหลายคนทั้งยังถูกกล่างอ้างถึง
อาทิเช่น แกนดัลฟ์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับเมอร์ลิน
บากูโมถ่าย(จากเรื่อง สิมิลัน กราภูงา) ก็มีลักษณะผู้วิเศษลึกลับและยังมีพลังเหมือนพวกเจไดในเรื่องสตาร์วอ อีกด้วย
จบกรีกและโรมันค่ะ ต่อไปเป็นยุโรป อยากอ่านต่อเม้นนิดนึง เป็นกำลังใจให้คนนั่งพิมพ์หน่อย - -"